เข้าใจการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาอย่างง่ายๆ
posted on 17 Feb 2008 11:00 by rew-no-sukeในขณะที่เรากำลังเบื่อหน่ายต่อระบบการเลือกตั้งของเมืองไทยเราอยู่ในขณะนี้ ที่มีแต่ข่าวคราวความขัดแย้งกันอยู่ทุกวี่วัน เลือกตั้งมาแล้วได้พรรคที่ได้เสียงมากที่สุดก็ไม่แน่ว่า จะได้จัดตั้งรัฐบาล หรือแม้ว่าจะได้มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล ก็ไม่แน่ว่าหัวหน้าพรรคนั้นจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี ในทำนองกลับกันพรรคที่ได้ชื่อว่าอยู่ในขั้วตรงข้าม เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาแล้วมีจำนวนน้อยกว่า แทนที่จะแสดงมารยาทด้วยการโทรศัพท์ หรือแสดงความยินดีผ่านสื่อไปยังหัวหน้าพรรคที่ได้เสียงมากที่สุด ก็กลับออกข่าวทุกวันว่า จะตั้งรัฐบาลแข่งเสียนี่ คอการเมืองหลายคนรวมทั้งผมด้วยเลยออกอาการเซ็งๆ หันไปสนใจข่าวการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเสีย ยังจะมีรสชาติกว่า
ระบบการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกานั้น มีขั้นตอนที่ยุ่งยากพอสมควร แม้แต่ชาวอเมริกันเองบางคนก็ยังงงๆ อยู่เหมือนกัน เมื่อถูกขอให้อธิบายระบบการเลือกตั้งประธานาธิบดีของเขา แต่ที่แน่ๆ ก็คือ คนทุกอาชีพ (ที่สุจริต) มีโอกาสได้เป็นประธานาธิบดี อาทิเช่น
นายแบบ-เจอร์รัลด์ ฟอร์ด คนเก็บขยะ-ลินดอน จอห์นสัน นักธรณีวิทยา-เฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์ คนงานบนเรือเฟอร์รี-เจมส์ การ์ฟิลด์ นักสำรวจ-จอร์จ วอชิงตัน นักแสดง-โรนัลด์ เรแกน และแม้กระทั่งชาวไร่ชาวนา เช่น มิลเลิร์ด ฟิลมอร์ อับราฮัม ลินคอล์น ยูลิซิส เอส แกรนท์ เบนจามิน แฮริสันวอร์เรน ฮาร์ดิง แคลวิน คูลลิดจ์ แฮร์รี ทรูแมน และจิมมี คาร์เตอร์ ก็มีโอกาสเป็นประธานาธิบดีด้วยเช่นกัน
คุณสมบัติของผู้สมัครประธานาธิบดี
รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า ต้องอายุ 35 ปีขึ้นไป ได้รับสัญชาติอเมริกันโดยกำเนิด (โรบินฮู้ดหรือผู้อพยพที่ได้สัญชาติอเมริกันภายหลัง เช่น ผู้ว่าฯ อาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์นั้นหมดสิทธิ) อาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกามาไม่น้อยกว่า 14 ปี ไม่เคยเป็นประธานาธิบดีมาแล้ว 2 สมัย ฯลฯ
ขั้นตอนการหยั่งเสียง ปัจจุบันมี 3 วิธี คือ
1) อาจได้จากวิธีการแบบ primary ซึ่งหมายถึง การจัดการเลือกตั้งขั้นต้นขึ้นในมลรัฐ
2) แบบ caucus คือ การประชุมกลุ่มย่อยของสมาชิกพรรคในแต่ละระดับ ตั้งแต่หน่วยเล็กสุดขึ้นมา เพื่อเสนอความคิดเห็น
3) แบบ state-covention ที่หมายถึง การประชุมใหญ่ของพรรคในระดับมลรัฐ เพื่อคัดเลือกผู้ที่ได้รับคะแนนนิยมสูงสุดเป็นตัวแทนพรรค
จาก 1 ใน 3 วิธีข้างต้น จะทำให้ได้ผู้แทน หรือที่เรียกว่า delegates จำนวนหนึ่ง เพื่อเข้าสู่กระบวนการเลือก จากที่ประชุมใหญ่ของพรรค (National Convention) ให้เหลือตัวแทนพรรคเพียงคนเดียว ถ้าสามารถเลือกผู้แข่งขันได้ในครั้งแรกของการประชุมพรรค จะเรียกว่า first ballot victory
การลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
ตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้ "วันอังคารหลังวันจันทร์แรกของเดือนพฤศจิกายนของปีที่มีการเลือกตั้ง" เป็นวันลงคะแนนเสียงสำหรับผู้ที่ได้ลงทะเบียนไว้แล้วในเขตเลือกตั้งของตน ซึ่ง ครั้งนี้ตรงกับวันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน 2551 โดยคุณสมบัติเบื้องต้นของผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็คือ มีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป มีสัญชาติอเมริกัน มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตเลือกตั้งนั้นๆ ฯลฯ
ผลการเลือกตั้ง
จะมี 2 แบบ เรียกว่า popular vote กับ electoral vote เพราะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกานั้นมิใช่การเลือกตั้งโดยตรง แต่ประชาชนจะไปเลือกผู้แทนของเขา (popular vote) เพื่อไปเลือกตั้งประธานาธิบดี (electoral vote) อีกทีหนึ่ง การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จึงเป็นการเลือกตั้งโดยอ้อม คนที่ได้เป็นประธานาธิบดีจะต้องชนะในส่วนของ electoral vote โดยคณะผู้เลือกตั้ง (electoral college) จะมีจำนวนเท่ากับจำนวนผู้แทนราษฎรรวมกับจำนวนวุฒิสมาชิกในมลรัฐของตน ที่มีอยู่ในสภาคองเกรสของสหรัฐอเมริกา
ประเด็นสำคัญที่ต้องเข้าใจเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ใช้คณะผู้เลือกตั้งนี้ คือ กติกาที่ว่า ผู้ชนะได้ไปทั้งหมด (winner-take-all) ซึ่งหมายความว่า ผู้สมัครที่ได้รับคะแนนเสียงส่วนมากจากประชาชนในมลรัฐ ก็จะได้คะแนนจากคณะผู้เลือกตั้งไปทั้งหมด ดังนั้น มลรัฐที่มีจำนวนคณะผู้เลือกตั้งมากๆ ก็จะเป็นเป้าหมายสำคัญของผู้สมัคร เช่น แคลิฟอร์เนีย (55) เท็กซัส (34) นิวยอร์ก (31) ฟลอริดา (27) เพนซิลวาเนีย (21) เป็นต้น
ซึ่งก็มีหลายครั้งที่คนชนะ popular vote แต่ไปแพ้ electoral vote ก็อดเป็นประธานาธิบดี เช่น แอนดรู แจ็กสัน แพ้ต่อ จอห์น อดัมส์, แซมมวล ทิลเดน แพ้ต่อ รูเธอฟอร์ด เฮย์ กริฟเวอร์ คลีฟแลนด์ แพ้ต่อ เบนจามิน แฮริสัน และล่าสุดก็คือ อัล กอร์ ผู้พิชิตรางวัลโนเบล